Showing posts with label สาระภาษาอังกฤษ. Show all posts
Showing posts with label สาระภาษาอังกฤษ. Show all posts

Saturday, September 20, 2014

เล่าเรื่องเรียนภาษาที่นี่


เล่าถึงประสบการณ์เริ่มต้นเรียนESL
ออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ดีนะ
กำลังพยายามปรับปรุงอยู่
แต่เรื่องนี้แก้ยากละ
ดูที่สาระที่เอามาฝากละกันเนาะ...
สำหรับบางคนที่ไม่มีโอกาสไปเรียนในห้องอยากทบทวนตัวเองไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี
อาจได้แนวทางไปบ้าง
วีดีโอไม่สวย เพราะทำสวยงามไม่เป็นและไม่ได้มีเวลามาก

อัดยาวทีเดียวเลย แต่งเติมไม่เป็น
^^



http://youtu.be/PQIa8sEABgY

Friday, June 13, 2014

Adjetive กับ Adverb คืออะไร จำไม่ได้ซักที

เผื่อเอาไปสอนลูกสอนหลานนะจ้ะ
adverb กับ adjective มีเพื่อนๆบ่นว่าสับสนทุกทีว่าคำไหนคืออะไร
adverb กับ adjective อยู่ในส่วนของคำว่า Parts  of Speech
คือรูปประโยคจะประกอบด้วยคำเหล่านี้ มี 8 กลุ่มคำ  
adjective กับ adverb เป็น 2 กลุ่มคำ ในทั้งหมด 8กลุ่มคำ
ตอนมาเรียนภาษาที่นี่ สิ่งแรกที่เริ่มเรียนคือต้องรู้จักว่า Parts of Speech มีอะไรบ้าง
เรียนที่ไทยมาตั้งนานเราจำไม่ได้ มาเรียนที่นี่จำได้ คงเพราะเราได้เอามาใช้น่ะ
เลยเอามาบอกต่อ ในเรื่องง่ายๆ ว่าเรามีหลักการจำยังไง เผื่อเอาไปสอนลูกสอนหลานนะ :)

จากประสบการณ์เราเอง ไม่ได้เก่งมากมายนะ
อธิบายในเรื่องที่ตัวเองเคยจำไม่ได้
พอจำได้มากขึ้นก็เลยเอามาฝากว่าเราจำยังไง

Saturday, June 7, 2014

adverb กับ adjective เรียนมาตั้งนานจำไม่ได้ซักทีเลย

เผื่อเอาไปสอนลูกสอนหลานนะจ้ะ

adverb กับ adjective มีคนบ่นว่าสับสนทุกทีว่าคำไหนคืออะไร

adverb กับ adjective อยู่ในส่วนของคำว่า Partr of Speech คือรูปประโยคจะประกอบด้วยคำเหล่านี้
มี 8 กลุ่มคำ adjective กับ adverb เป็น 2 กลุ่มคำ ในทั้งหมด... 8กลุ่มคำ

ตอนมาเรียนภาษาที่นี่ สิ่งแรกที่เริ่มเรียนคือต้องรู้จักว่า Parts of Speech มีอะไรบ้าง

เรียนที่ไทยมาตั้งนานเราจำไม่ได้ มาเรียนที่นี่จำได้ คงเพราะเราได้เอามาใช้น่ะ
เลยเอามาบอกต่อ ในเรื่องง่ายๆ ว่าเรามีหลักการจำยังไง เผื่อเอาไปสอนลูกสอนหลานนะ
 

เห็นด้วยกับประโยคปฏิเสธหรือnegative : either


ลืมอีกแระว่ามีบล็อคที่นี่

มีEmailแจ้งว่ามีคอมเม้นท์เลยคิดได้ว่ามีบล็อคนี้ 

คิดได้แล้วก็เอาสาระสั้นๆง่ายๆมาฝากหนึ่งเรื่อง

เรื่องที่เราก็ลืมที่จะพูดให้ถูกเหมือนกัน ทั้งๆที่รู้อยู่นะ

เราติดพูด me too ตลอด

จริงๆแล้วถ้าเห็นด้วยประโยคปฏิเสธ หรือnegative 
( คือประโยคที่มี not )
ไม่ใช่ใช้ too นะ ใช้ either หรือ neither

neitherใช้วางไว้ด้านหน้าคำเชื่อม(conjunction)ตามด้วยhelping verb ตามด้วยsubject
เราไม่ค่อยชิน เพราะคุณฝรั่งไม่ค่อยพูด
เล่าตามที่คุณฝรั่งใช้ประจำนะ
เห็นด้วยกับประโยคปฏิเสธ คุณฝรั่งชอบพูดว่า Me either. 
ประโยคเต็มดูในตัวอย่างในรูป






http://www.englishpage.com/minitutorials/also.html

Friday, February 7, 2014

A Gift of Happiness


A Gift of Happiness.

If you have someone whom you can talk about anything, try to keep that one because that one will be a very great value to you.
Then you will find you can easily pass through many sadnesses because of that one.

Even your problems have not gone away, you will feel better.

A true friend is the most precious present that you give to yourself .

I think It is definitely true.

Do not lose it.

แค่เห็นแล้วหัดคิดออกมาเป็นภาษาอังกฤษตามเท่าที่คิดได้เพื่อทบทวนภาษา คำศัพท์ อาจมีผิดบ้าง 
ไม่ใช่ native English หวังว่า native English และเอกอังกฤษ จะไม่มาแถวนี้นะ 

จาการเขียนครั้งนี้ทำให้ได้ทบทวนว่า loose lose lost loss ต่างกันอย่างไร

loose ( adj. )
loose ( v )  loosed  loosed 
lose ( v ) lost lost 
loss ( n )

ปล.ไม่ใช่บล็อควิชาการภาษาอังกฤษนะจ้ะเป็นบล็อคประสบการณ์จิปาถะ ผิดบ้างถูกบ้างแค่อยากบันทึกไว้ทบทวน เตือนความจำตัวเองนะ
อนาคตกลับมาดูจะได้รู้ว่าเราพัฒนาจากเดิมบ้างหรือเปล่า

และอาจช่วยให้บางคนได้เกร็ดเล็กๆไปบ้าง 

หากมีข้อผิดพลาด ขออภัย เอก โท native อังกฤษ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะจ้ะ 

Saturday, February 1, 2014

เรียนภาษาอังกฤษจากข้อความ ( Present Perfect Tense )




Too many people spend money they haven't earned , to buy things they don't want , to impress people they don't like .

Will Smith






A quote from my favorite superstar.

 
 
 
 
 
 
 
haven't earned = have not earned ...

have/has + V3 = Present Perfect Tense  เหตุการณ์ปัจจุบันสมบูรณ์

ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


money they haven't earned เงินที่ไม่ได้มาจากค่าจ้าง การทำงาน เช่น ใช้จ่ายผ่อนจากบัตรเครดิต
(เงินกู้ยืม)   ประโยคนี้ใช้ Present Perfect Tense เพราะ เหตุการณ์ เกิดขึ้นเริ่มต้นในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน 

เหตุการณ์ ที่ต่อเนื่องจากอดีตมาถึงปัจจุบันแบบนี้  เช่น

ทอมอาศัยอยู่ในเมืองไทย มา 5 ปี ( เกิด ขึ้นในอดีต 5 ปี ที่แล้ว ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็ยังอยู่ )

Tom has lived in Thailand for 5 years.
Tom เป็น เอกพจน์ ใช้ has ตามด้วย verb ช่อง 3 --> Present Perfect Tense Form


หมายเหตุ   ไม่ใช่  lived at 
at ใช้กับสถานที่เจาะจง   ระบุ สถานที เช่น อาคาร   ร้านค้า สถานที่ต่างๆ
ถ้าเป็นพื้นที่บริเวณกว้างๆ แบบประเทศ จังหวัด เมือง ใช้ in

 
ปล.  ชอบ  วิล สมิธ  มากกกกกก
 
 
 

Sunday, October 27, 2013

Subject - Verb Agreement

จำไม่ได้ ว่าเอามาลงยัง

อันนี้คือการบ้านตอนไปเรียน  ESL

มีประโยคมา ต้องรู้ว่าแต่ละคำ  ทำหน้าที่อะไรในประโยค 

อันไหนเป็น subject หลักของประโยค อันไหนเป็น verb
และ verb ต้องเป็นไปตาม subject      และ subject  เป็นเอกพจน์ หรือพหูพจน์

ดูเหมือนเรียนพื้นฐานมากแต่จริๆง จำได้ไม่หมดนะ 
ใน subject ที่ดูเหมือนคลุมเครือ จะเป็นเอกพจน์หรือ พหูพจน์ดี
verb ที่ตามมา เติม s หรือไม่เติมดี   เรายังมีใช้ผิดอยู่ จำได้ไม่หมด

เนื้อหาที่เรียนในเรื่องนี้ คือ  Subject - Verb Agreement

http://www.grammarbook.com/grammar/subjectverbagree.asp

ถ้าเราทำได้คล่องจะช่วยในการสร้างประโยคถูก

เอาไปใช้ในการสอบ GED ด้วยนะ 

เปอร์เซ็นต์ เศษส่วน ก่อนนี้เราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจว่าต้องใช้ไง

ตัวอย่างนี้คือประโยคที่ถูกต้อง

Fifty percent of the pie has disappeared. จำนวนเปอร์เซ็นต์ของพายหนึ่งชิ้นเป็นเอกพจน์

Fifty percent of the pies have disappeared. แต่ถ้า จำนวนเปอร์เซ็นต์ของพายหลายชิ้นเป็นพหูพจน์


One-third of the city is unemployed. city คือ ประธานประโยค เศษส่วนของเมืองเดียวเป็นเอกพจน

One-third of the people are unemployed. people คือ ประธาน เศษส่วนของ คนหลายคนเป็นพหูพจน์

โอ๊ย จำยากอ่ะ ใช้ไม่ถูกหรอก ไม่ได้ใช้ด้วยแหละ



Wednesday, August 14, 2013

Time clause จ้าาาา

เรื่องนี้เคยเล่าให้เพื่อนๆ ฟังแล้ว คิดว่าหลายๆคนอาจลืมไปละ เอามาทบทวนใหม่นะ

มาแบบมีสาระแน่นๆ เลย อาจตาลายหน่อยน๊า

วันนี้จะพูดถึง Time clause

ตอนที่เรียนเรื่อง Perfect Tense ต่างๆ ใน ESL Classจะมีตัวที่มาเกี่ยวข้อง คือ Time clause

clause คืออะไร clause คือกลุ่มคำ ที่อย่างน้อย จะต้องมี subject และ verb
ถ้าอยู่โดยลำพังอาจสื่อความหมายยังไม่สมบูรณ์

clause ที่บอกถึงเวลา ก็คือ Time clause

ตัวอย่างWhen the phone rang, the baby woke up.

When the phone rang คือ กลุ่มคำที่บอกเวลา ให้รู้ว่า baby ตื่นเมื่อไหร่When the phone rang คือ Time clause

When the phone rang, the baby woke up.
และ The baby woke up when the phone rang.

2 ประโยคนี้ ความหมายเหมือนกัน เขียนแบบไหนก็ได้

ข้อแตกต่างคือ ถ้าเอา Time clause ไว้หน้าประโยค พอจบ Time clause ต้องมี คอมม่า ก่อนที่่จะเขียน อีก clause ที่เป็น main ในประโยค

แต่ถ้าเขียน main clause ขึ้นก่อน แล้วตามด้วย time clause ไม่ต้องมีคอมม่า

และ time clause แบบนี้ ทำหน้าที่ขยายกริยา เพราะฉะนั้น time clause นี้ก็จะทำหน้าที่เป็น Adverb Clause ในประโยค(adverb คือคำที่ขยาย verb )คือ ขยายคำว่า woke up

ตัวอย่างอีกนะคะWe went inside when it began to rain.
When it began to rain, we went inside.

When my mom comes home, I will cook dinner.

I will cook dinner when my mom comes home.

อีกอย่างที่ต้องสังเกตก็คือtime clause ที่พูดถึงอนาคต verb ใน time clause ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น futureแต่ตัวประโยค main ต้องเปลี่ยน
จากตัวอย่าง when my mom comes home ในประโยคนั้นพูดถึงอนาคต แต่เขียนปกติ เพราะอยู่ใน time clause (ไม่เขียนในรูปอนาคต ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคต )

แต่ I will cook dinner อันนี้คือ main clause ต้องเปลี่ยน verb เป็น future คือ เอา will cook มาใช้เป็น verb อนาคต
time clause อนาคตอื่นๆ เช่นกัน ไม่ต้องเปลี่ยน verb

เช่นTonight I will go to bed after I do my home work.
ทั้งสองการกระทำจะเกิด ในอนาคต maine verb ต้องใช้แบบ อนาคต คือเอา will มาใส่ แต่ ส่วนที่เป็น time clause --> after I do my home work ไม่ต้องเปลี่ยน verb เป็นในรูปอนาคต

คำที่จะบอกว่าเป็น time clause เช่น เช่น before, after , by the time, as , when , the next time, as soon as, whenever

สรุปคำพวกนี้ คือคำบอกเวลาต่างๆ
อีกตัวอย่างนะคะ

The next time I go to Hawaii, I am going to visit Mauna Lao, the world's largest active volcano.

the next time เป็น อนาคต แต่เราไม่ใช่ will go to Hawaii เพราะว่ามันอยู่ใน time clause คำกริยาที่จะเกิดในอนาคตไม่ต้องเปลี่ยนเป็นรูปอนาคตค่ะ

แต่ I am going to visit......อันนี้คือ ประโยคหลัก ไม่ใช่ time clause ต้องเขียนตามหลักปกติ คือเมื่อพูดถึง อนาคต ก็ต้องใช้ will หรือ verb toB +going to ตามหลักการพูดถึงอนาคตปกติ

แต่ถ้าเป็น time clause ที่พูดถึงอดีต หรือ past ต้องเปลี่ยน verb ใน time clause ให้เป็นอดีต

เช่น ประโยคแรกสุด When the phone rang, the baby woke up.ใน time clause พูดถึงอดีต ต้องเปลี่ยน verb ใน time clause เป็นอดีตให้ถูกต้อง

*** อยากให้จำตรงนี้ให้ได้ค่ะ
verb จะไม่เปลี่ยนใน time clause ที่พูดถึงอนาคต ***
ตัวอย่างเช่น by the time I return home....... เห็นแค่นี้ ต้องรู้ว่าพูดถึง by the time ในอนาคต

( by the time ใช้กับเวลาในอนาคต )

เพราะฉะนั้นพอเห็น by the time I return home อนุประโยคที่ตามมาต้องเป็นในรูป อนาคต

By the time I return home, my mom will cook dinner.

เนื้อหายาวไปอาจตาลาย เลยไม่ได้ใจความอะไรไปเลย ขออภัยนะคะ

แค่อยากสนับสนุนให้ คนไทยใส่ใจทบทวนภาษาอังกฤษนะ 

หมายเหตุ  ทั้งหมดนี้เขียนจากประสบการณ์ตัวเอง ไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษจากที่สถาบันใด
หากเขียนผิดพลาดตรงไหน ข้ออภัยด้วยนะคะ

ไม่ได้เขียนให้อ่านแล้วเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษกันนะคะ
เล่าประสบการณ์ที่เรียนรู้มาตามความเข้าใจ  เล่าต่อแค่พอให้เอาไปใช้เอาตัวรอดได้

บางอย่างใช้ไม่ถูกเป๊ะ แต่ก็พอช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ค่ะ

 
 

Wednesday, July 10, 2013

Maybe, may be ใช้ต่างกันอย่างไร

วันนี้ นึกถึงคำว่า อาจจะ
แล้วก็คิดว่า ใช้อะไรดีน๊า
ระหว่าง  may be หรือ maybe

(เคยรู้มาว่า  เว้นวรรค กับไม่เว้นวรรคใช้ไม่เหมือนกันแต่ลืมไปแระ)

วันนี้ทบทวนแล้วก็เลยเอามาฝากนะจ้ะ

ในคำอธิบายเค้าบอกว่า 

maybe  ทำหน้าที่เป็น adverb  (  adverb คือ คำขยายกริยา )
จะต้องมีคำกริยาต่อท้าย
ใช้ในความหมายว่า  perhaps

เช่น Maybe he is rich.   ^^

ส่วน may be เว้นวรรค
เป็น verb คือ คำ กริยา ไม่ต้องเอา คำกิริยามาใส่อีก เวลาพูดเป็นประโยค
เช่น  He may be a communist.  ( be แทน verb to be is , am ,are ไม่ต้องเอา verbมาใส่อีก  )


http://www.grammar-monster.com/easily_confused/maybe_may_be.htm

https://www.facebook.com/AjarnAdamBradshaw/posts/303057426405161

http://www.pantown.com/board.php?id=37979&area=3&name=board4&topic=106&action=view

http://englishtipsbyajarnjay.blog.com/2011/05/13/hello-world/

ลองทำข้อสอบหลังทบทวน
4 ข้อเราทำถูกหมด เราไม่ได้จำได้เข้าใจหมดหรอกนะ
แต่มีหลักการณ์เลือกคำตอบ
สังเกตุได้เปล่าว่าเราใช้หลักการณ์อะไรประมาณคำตอบ

Thursday, April 11, 2013

Studying English

      วันๆ ที่ไม่ได้ ทำอะไร พยายามทบทวนภาษาอังกฤษทุกวัน
      เพราะโอกาสใช้จริงน้อยมาก
     ถ้าไม่ทบทวนก็ลืม
 
     วันนี้หยิบเล่มนี้มาอ่าน  เอามาจากไทย อ่านตั้งแต่อยู่ไทยไปรอบละ
     วันนี้หยิบมาอ่านใหม่  สนุกดี  
     มีประโยคทั่วไปในชีวิตประจำวันให้เราลอก
 
     อ่านแบบหัดออกเสียงคำพูดไปด้วย
    เพราะวันๆ ไม่ได้พูดกับใครเลย
    ถ้าไม่หัดเอง มาอยู่ห้าปีสิบปีก็คงเหมือนเดิม


 
       Today I pick this book for studying English.
       It is so cute and a fantastic way to learn English.
       Let try some if you have a chance .
      You 'll like it.

Thursday, April 4, 2013

Subject -Verb Agreement

เอามาทบทวน
ความรู้พื้นฐานมากๆ
เห็นว่าหลายๆ คนลืม เวลาใช้จริง
เราก็เป็นคนหนึ่งที่ลืมทุกที
ติดที่จะพูดผิดน่ะ
 
 




Sunday, March 3, 2013

all ready / already

ไม่เคยสังเกต สองคำนี้เลยนะ 
วันนี้เปิดหนังสือที่เอามาจากไทย
เจอสองคำนี้ all ready / already
ปกติเราจะใช้แต่ already
ในหนังสือบอกว่า
สองคำนี้ เป็นคำที่แยกเสียงได้ยาก
แต่ว่าความหมายแตกต่างกันสิ้นเชิง

คำว่า  already หมายถึง "แล้ว"
เป็นคำที่ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนเวลาเจาะจง

ในทางตรงกันข้าม all ready เกิดจากคำสองคำมารวมกัน
ซึ่งหมายถึง  completely prepared (เตรียมพร้อม)



When you called to invite me to dinner, I had already eaten.   --> แล้ว /เรียบร้อยแล้ว

I studied hard, so I'm all ready for the test .   --->เตรียมพร้อมแล้ว


.......................................................................................................
จากหนังสือ  " 99 คำอังกฤษใช้ผิดบ่อย ตอนคำฮิตผิดประจำ "


เปิดหนังสือทบทวนวันละนิดจิตแจ่มใส่
เปิดมากไป ก็หลับน่ะดี๊

ว่าแล้วก็ง่วงมาทันทีเลย

ไปล่ะ  บาย


Sunday, February 10, 2013

I am looking forward to seeing you.


Common Error in English วันนี้ขอเสนอคำว่า
look forward to
เราเห็นto ปกติก็จะคิดว่าverbที่ตามหลังto ต้องเป็นverbช่อง1
(ไม่รู้คนอื่นเรียกยังไงนะ) คือ infinitive verb
แต่คำlook forward to นี้เป็น Phrasal verb
(ประมาณว่ากลุ่มคำ วลี นะจ่ะ)
คำที่ตามมาต้องเป็นคำนาม
เพราะฉะนั้นคำที่ตามมาถ้าเป็นverbต้องเป็นverb+ing เพื่อให้กลายเป็นคำนาม
เช่น I am looking forward to seeing you นะจ้ะ
ไม่ใช่ I am looking forward to see you.
จบข่าวสาระวันนี้จ้ะ
 
และคำนี้จะใช้กับความหมายในทางบันเทิงใจนะจ้ะ
ในตัวอย่างคำถาม คำตอบคือข้อ b
เหตุผลที่ไม่ใช่ข้ออื่นเพราะข้ออื่นไม่ใช่เรื่องบันเทิงใจ
ที่จะมาใช้คำว่า look forward to สิ่งนั้นน่ะจ้ะ
 

Thursday, July 12, 2012

บทความ เกรงใจในภาษาอังกฤษ ของคุณแอนดริว

เอาลิงค์มาไว่ที่นี่เผื่อเราจะอ่าน จะได้หาอ่านง่ายๆ

คลิ๊กไปที่ลิงค์



ขอบคุณที่มีบทความดีๆ ให้เราได้อ่านเรื่อยๆ นะคะ

Monday, April 16, 2012

การตอบคำถาม ประโยค Question tag

พูดเรื่องนี้ทีไรเรามีปัญหาทุ๊กที 


วันนี้ professor ถามว่า   

ถ้า ประโยค แบบนี้   

ยกตัวอย่าง 

Today the weather isn't good ,is it? 
(ตัวอย่างอาจไม่ดีนะ ยกตัวอย่างมั่วๆ ขี้เกียจเปิดหนังสือ )

และเราเห็นด้วย จะตอบว่าอะไร 

เราตอบว่าตอบ   yes แหละ 
คิๆ   ผิดทุกที 

ต้องตอบว่า  No, it isn't . หมายความว่าเราเห็นด้วย
อากาศวันนี้ไม่ดี  

เหมือนตอนกลับไทย  ที่ต้องไปขออกตั๋วที่สนามบินญี่ปุ่น
ก็ตอบ ตรงข้ามแบบนี้แหละ   กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่อง
"ขอตั๋วหน่อย ยังไม่มีตั๋วไฟลท์ต่อไป"
พนักงานทวน " ยังไม่มีตั๋วเหรอ"
เราก็ตอบไป "ใช่ "  เธอก็ทำหน้างง แล้วมาขอทำไม
เธอถามใหม่ ยังไม่มีตั๋ว ไม่ใช่ใช่ไม๊  ไช่ไม่ใช่ ใช่ไม๊ โอ๊ย งงๆ
ตอบว่าใช่ๆๆๆ  ไม่มีตั๋ว ขอตั๋วไง
สุดท้ายได้ตั๋ว เพราะมีบุญเกื้อหนุน มีจนท.ไทยที่นั่น
ได้ยินคุยกันนานไม่รู้เรื่องเลยหันมาช่วย
เฮ้อ รอดตายไปเรา ก็ไม่เจอจนท.ไทยแต่ทีแรกน๊อ  ^_^
เฮ้อ สับสนทุกที ที่เจอประโยคำถามแบบนี้ 
 

Tuesday, February 7, 2012

Time clause

วันนี้มาแบบมีสาระจ้า

ช่วงนี้ เน้นเรียนแกรมม่า ไม่ต้องเขียนเรียงความ
เพราะอาทิตย์ที่แล้ว ทำแบบทดสอบแกรมม่า

รู้ผลวันจันทร์  มีนักเรียนทำ ข้อสอบ 23คน
12 คนผ่านแบบเฉียดฉิว คะแนนอยู่ที่ 60-90%
อีก 11 ได้ต่ำกว่า 60%
เราได้ 67% อยู่ในเกณฑ์ผ่านแบบเฉียดฉิวคิๆ 

ถ้าเป็นเรียน ระดับ college จริงก็ได้ F ตกกันไปซะครึ่งห้องน่ะ
Professor เลยบอกว่า ต้องเน้นแกรมม่ากันแล้วล่ะ

เลยได้หยุดเขียนชั่วคราว
ไม่รู้แกรมม่า เขียนไปก็ผิดอยู่ดี 

ชอบจังเรียนแกรมม่า 
เรื่องเรียนก้เลยหยุดพูดชั่วคราว สอนแกรมม่า ทุกชม. 
วันนี้ สอนมารยาทการแต่งตัว  ให้แต่งตัวแบบ conservative 
Professor ถามว่าหมายถึงแต่งแบบไหน เราไม่รู้นะ
แต่คิดว่าเราคงแต่งเหมาะสมอยู่แหละ เพราะแต่งธรรมดามาก  
สรุป คือการแต่งตัวที่ไม่เปิดมากเกินไป

มาเข้าแกรมม่าดีกว่านะ 

วันนี้เรียนเรื่อง Perfect Tense ต่างๆ 
จะมีตัวที่มาเกี่ยวข้อง  คือ Time clause 

clause คืออะไร  clause คือกลุ่มคำ ที่อย่างน้อย จะต้องมี subject และ verb

clause ที่บอกถึงเวลา ก็คือ Time clause 
ตัวอย่าง

When the phone rang, the baby woke up.

When the phone rang คือ กลุ่มคำที่บอกเวลา ให้รู้ว่า baby ตื่นเมื่อไหร่

When the phone rang คือ  Time clause

When the phone rang, the baby woke up.
และ The baby woke up when the phone rang.

2 ประโยคนี้ ความหมายเหมือนกัน เขียนแบบไหนก็ได้
ข้อแตกต่างคือ 
ถ้าเอา Time clause ไว้หน้าประโยค พอจบ Time clause ต้องมี คอมม่า 
ก่อนที่่จะเขียน อีก clause ที่เป็น main ในประโยค

แต่ถ้าเขียน main clause  ขึ้นก่อน แล้วตามด้วย time clause ไม่ต้องมีคอมม่า

และ time clause แบบนี้ ทำหน้าที่ขยายกริยา
เพราะฉะนั้น time clause นี้ก็จะทำหน้าที่เป็น Adverb Clause  ในประโยคคือ
(adverb คือคำที่ขยาย verb )
คือ ขยายคำว่า woke up 

ตัวอย่างอีกจ้ะ

We went inside when it began to rain.

When it began to rain, we went inside.


When my husband comes home, I will cook dinner.

I will cook dinner when my husband comes home.

อีกอย่างที่ต้องสังเกตก็คือ

time clause ที่พูดถึงอนาคต verb ใน time clause ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น future
แต่ตัวประโยค main ต้องเปลี่ยน

จากตัวอย่าง when my husband comes home ในประโยคนั้นพูดถึงอนาคต
แต่เขียนปกติ เพราะอยู่ใน time clause   
แต่ I will cook dinner อันนี้คือ main clause ต้องเปลี่ยน verb เป็น Future 
คือ เอา will cook มาใช้เป็น verb อนาคต


time clause อนาคตอื่นๆ เช่นกัน ไม่ต้องเปลี่ยน verb
เช่น

Tonight I will go to bed after I do my home work.

ทั้งสองการกระทำจะเกิด ในอนาคต 
maine verb ต้องใช้แบบ อนาคต คือเอา will มาใส่ 
แต่ ส่วนที่เป็น time clause ไม่ต้องเปลี่ยน verb 

แต่ก่อนเราเคยสงสัยว่า ต้องเป็นแบบนี้หรือเปล่า คือ
Tonight I will go to bed after I did my home work.  วันนี้รู้แล้ว แบบนี้ผิดเลยแหละ

ถึงจะเป็น after ความหมายมันเราคือ หลังจากทำบางอย่างเสร็จไปแล้วเนอะ 
แต่มันอยู่ใน time clause  ที่พูดถึงอนาคต ก็เลยไม่ต้องเปลี่ยนอะไร 
คำที่จะบอกว่าเป็น time clause เช่น  

เช่น  before, after , by the time, as , when , the next time, as soon as, whenever 
สรุปคำพวกนี้ คือคำบอกเวลาต่างๆน่ะ

อีกตัวอย่างนะ 
The next time I go to Hawaii, I am going to visit Mauna Lao, the world's largest active volcano.

the next time เป็น อนาคตใช่ไม๊ แต่เราไม่ใช่ will go to Hawii เพราะว่ามันอยู่ใน time clause 
คำกริยาที่จะเกิดในอนาคตไม่ต้องเปลี่ยน

แต่ I  am going to visit......
อันนี้คือ ประโยคหลัก ไม่ใช่ time clause ต้องเขียนปกติ 
เมื่อพูดถึง อนาคต ก็ต้องใช้ will หรือ Verb toB +going to ตามหลักการพูดถึงอนาคตปกติ

แต่ถ้าเป็น time clause ที่พูดถึงอดีต หรือ past ต้องเปลี่ยน verb ใน time clause ให้เป็นอดีต

เช่น

ประโยคแรกสุด When the phone rang, the baby woke up.
ใน  time clause พูดถึงอดีต  ต้องเปลี่ยน verb ใน time clause เป็นอดีตให้ถูกต้อง

verb จะไม่เปลี่ยนใน time clause ที่พูดถึงอนาคต  
ตัวอย่าง  by the time I return home เห็นแค่นี้ ต้องรู้ว่าพูดถึง by the time ในอนาคต 
ไม่ใช่ by the time ในอดีต ( และ by the time หมายถึงไม่ได้พูดถึงปัจจุบัน )
เพราะฉะนั้นพอเห็น by the time I return home อนุประโยคที่ตามมาต้องเป็นในรูป อนาคต  )


งงไม๊ ต้องยกตัวอย่างเอยะๆ จะจำหลักได้ แต่ขี้เกียจพิมพ์ละ

หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างน๊า

Thursday, November 10, 2011

one full month

วันนี้ ได้ จดหมายนัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือ จาก USCIS

ส่งเอกสารไปวันที่  5 October

ไปถึง USCIS วันที่ 7 October

ได้รับจดหมายตอบรับ จาก USCIS ลงวันที่เรื่องของเราวันที่ 10 October

วันนี้ได้รับจดหมาย จาก USCIS นัดไปพิมพ์ลายนิ้วมือ

วันนี้ 10 October ก็หนึ่งเดือนเต็มพอดี ที่รอ

ถามคุณผู้ชายว่า หนึ่งเดือนเต็มพูดว่าไง

อะไร ที่มีความหมายแบบว่า complete one month  ประมาณไปมั่วๆน่ะ

เธอบอกว่า  one full month

โอเชๆ   one  full month หมายถึงหนึ่งเดือนเต็ม จะจำไว้


ความรู้ใหม่ของเราน่ะ  เอามาลงไว้ จะได้ไม่ลืม

ไปเก็บของต่อก่อน

Friday, October 28, 2011

The Hero คนต้นแบบ (สุผจญ กลิ่นสุวรรณ) English Breakfast 1/2

พอได้ดู ข่าวไทย pbs ทุกวันเลยยิ่งชอบพิธีกร

ชอบมาจาก English Breakfast แล้วแหละ 

แต่มาติดตามข้อมูลจริงจังช่วงนี้แหละ 

เติบโตจากเด็กไทยธรรมดา ไปใช้ชีวิตเด็ก ที่อเมริกา ประมาณ 5-6 ปี
แล้วก็กลับมาโตที่ไทยต่อ

ไปดูกัน   







English   Breakfast คืออะไร ไปดูกัน















Friday, October 14, 2011

คำง่ายๆ ที่อาจนึกไม่ออก

วันนี้ เอาคำง่ายๆ มาลงละกัน 


ตกใจ คำนี้ เรานึกทีไร นึกไม่ออก ซักที แต่ก็ไม่เคยคิดเปิดดิก ว่าต้องพูดว่าไง
ในหนังสือที่อ่านบอกว่า 


ตกใจ ภาษาอังกฤษเรียก to be frightened , to be startled, alarmed  (adj.)
หรือ panic ( n , adj.) / panick ( V )


ตัวอย่าง 


The child was frightened by the thunder.


I was startled to hear her news.


I'm rather alarmed to hear that you're going to resign.


จากหนังสือ คำง่ายๆใช้ไม่เป็น โดย  ประเพศ ไกรจันทร์  ซื้อมาจาก ซีเอ็ดจ๊า




เกรงใจ  คุณแอนดรู เคยบอกว่า ภาษาอังกฤษไม่มีคำนี้นะ
มีแต่คำใช้ใกล้เคียงความหมายนี้


ในหนังสือ นี้บอกว่า
เกรงใจ ภาษาอังกฤษ ใช้ คำว่า
  
diffidence (n.)  


diffident (adj.)


consideration (n.) 


considerate (adj.)


reluctant (adi.)


hesitate (v.)


make your self at home = ไม่ต้องเกรงใจ (ทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้านก็แล้วกัน)


เลือกใช้เอาน่ะ


ตัวอย่าง
Tell me. Don't be so diffident about telling the truth.


It is considerate of you not to watch TV while I am asleep.


He sometimes shows much consideration when asking me for help.


จากหนังสือเดียวกันจ๊า




แถมอีกอัน อันนี้เจอเอง 
ไปตรวจมา จนท.บอกว่า all set แล้วไงล่ะ 
ไม่เข้าใจ ไม่เคยได้ยิน แล้วต้องทำไง ยืนงง 
ทำหน้าเอ๋อ สุดๆ จนท.เลยบอก


หมายถึง finish แล้วจ๊า คริๆ  แล้วก็ไม่บอกแบบนี้แต่ทีแรก
ไม่มีใครเคยพูดให้ได้ยินนี่นา ^_^







Tuesday, October 11, 2011

การอ่านตัวเลข ทั่วไป

การอ่านเลข 0 


เมื่อใช้กับการอ่านอุณหภูมิ  อ่านว่า zero 


เช่น 0 องศา C อ่านว่า  zero degree Celsius


ตัวเลข ศูนย์ที่อยู่หน้าจุดทศนิยม  อ่่านว่า nought (นอท)


ช่น  0.05 อ่านว่า nought point oh five


คุณผู้ชายเดินมา เธอบอกว่า เธออ่าน zero point zero five เลย อ่ะ  ง่ายดี ไม่ต้องจำอะไรเลย อ่านตรงตัว 







โอนเงินจากอเมริกาไปไทย โดยใช้บริการ MoneyGram หรือทางไหนดี

ส่งเงินจากอเมริกา ไปไทย ที่ไหน ทางไหนเรทดี ? คนมาอยู่อเมริกาคงมีคำถามนี้กันเนาะ วันนี้ยกตัวอย่างบางช่องทางนะคะ เราถนัด MoneyGram เพราะสะ...